Archive 2019

ผมร่วงเยอะเกิดจากอะไร อะไรเป็นสาเหตุให้ผมร่วง

ผมร่วงเยอะเกิดจากอะไร อะไรเป็นสาเหตุให้ผมร่วง

1. กรรมพันธุ์
หากพ่อหรือแม่ ของคุณมีอาการผมร่วงอยู่บ่อยๆ หรือหวีผมทีไรผมก็หลุดออกมาเยอะเกิน หรือแม้กระทั่งลูบผมไปก็ต้องมีหลุดออกมามากกว่า 2 เส้นแล้ว แสดงว่าอาการผมร่วงที่คุณเผชิญอยู่อาจมีผลมาจากกรรมพันธุ์

2. อายุที่เพิ่มขึ้น
อายุที่มากขึ้นทำให้อะไรหลายๆ อย่างเสื่อมลง รวมถึงรากผมของเราได้ที่เสื่อมสภาพลง ทำให้ผุ้สูงอายุหลายๆ คน มีลักษณะผมที่บาง หลุกร่วงได้ง่าย

3. ขาดสารอาหาร
ผมก็ต้องการวิตามินและโปรตีนเพื่อบำรุงให้มีสภาพดี หากคุณไม่ได้ทานโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ เส้นผมก็จะขาดการบำรุงที่ดี จนหลุดร่วงไปได้เหมือนกัน อย่าลืมดูแลรากผมด้วยการทานโปรตีนให้เพียงพอ เพราะบางทีการใช้เซรั่มใส่ผมอาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

4. ผลข้างเคียงของการรักษา
อาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่า ถ้าใครเข้ารับการรักษาโรคบางอย่าง เช่น การทำคีโมสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ก็มีโอกาสที่จะได้รับผลข้างเคียงจากการรักษา ทำให้ผมร่วงได้เหมือนกัน

5. ตั้งครรภ์
การที่คุณตั้งครรภ์ สิ่งแรกที่นึกถึง คือ น้ำหนักที่มากขึ้นใช่หรือไม่ เพราะคุณไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่คุณกำลังมีใครอีกคนอยู่ในท้อง ทำให้อาหารที่คุณทานเข้าไปปกติ จะต้องถูกหารสอง เพื่อให้ทั้งคุณและลูกของคุณ ทำให้สารอาหารบางอย่างอาจไปไม่ถึงคุณ คุณแม่จึงต้องทานโปรตีน และแคลเซียมให้มาก หากโปรตีน และแคลเซียมไม่เพียงพอ นอกจากคุณลูกอาจจะมีพัฒนาการได้ไม่เต็มที่แล้ว ตัวคุณแม่เองก็อาจจะมีปัญหาทางสุขภาพอย่างกระดูกเปราะ หรือผมร่วงได้เหมือนกัน

6. ทำรุนแรงกับเส้นผมบ่อยๆ
การทำสีผม กัดสีผม ยืดผม จัดแต่งทรงผม หรือแม้กระทั่งการรัดผมรวบตึงเปรี๊ยะ ก็สามารถทำให้เกิดการขาดหลุดร่วงได้ แล้วไม่ทำความสะอาดหนังศีรษะ และเส้นผมให้ดี ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมร่วงได้เหมือนกัน

7. หนังศีรษะติดเชื้อ
จริงๆ แล้วเชื้อราบนหนังศีรษะอาจมาจากการใช้หวีร่วมกับผู้อื่น ซึ่งอาจมีเชื้อราบนหนังศีรษะอยู่แล้ว หรือการใช้ผ้าเช็ดผม การใช้อุปกรณืจัดแจ่งทรงผมร่วมกัน หรือเป่าผมไม่แห้งแล้วนอนเลย การใส่หมวก แต่การใส่หมวกอาจเป็นเพียงการกระตุ้นหนังศีรษะให้ผมร่วงง่ายขึ้น การติดเชื้อที่หนังศีรษะก็มีหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหลักๆ อาจมาจากเชื้อราบนหนังศีรษะ

Artichoke เป็นสมุนไพรบำรุงเพื่อตับโดยเฉพาะ

การเป็นเบาหวานจากความผิดปกติของตับอ่อน

ข้อแตกต่างที่เป็นลักษณะเด่นของ pancreatic DM คือ

1.ผู้ป่วยมักมีรูปร่างผอมเพราะต้องมีการเสีย exocrine function  ทำให้การดูดซึมสารอาหารต่าง ๆได้ไม่ดีเท่าที่ควร

2. มีโอกาสเกิด DFA น้อยกว่าเนื่องจากยังพอมี beta-callutien หลงเหลือที่จะมีการหลั่ง insulin อยู่บ้าง และในคนไข้กลุ่มนี้มีการหลั่ง glucon ที่ลดลงเนื่องจากเซลล์และเนื้อเยื่อ ถูกทำลายไปด้วย รวมถึงคนไข้ pancreatic DM จะมีการสะสมของไขมันน้อย ซึ่งปัญหาและอาการเหล่านี้ล้วนทำให้เกิด ketogenesis ได้น้อย เว้นแต่มีปัจจัยกระตุ้นที่รุนแรงมาก

3. เกิด hypoglycemia ง่ายและยาวนานกว่าเบาหวานชนิดอื่น ๆเพราะ ขาด glucon และมีการตอบสนองต่อ

4. มี macrovascular complication ต่ำกว่าชนิดอื่น ๆ

 

โรคเบาหวานนั้นเป็นโรคเรื้อรังที่สงผลกระทบต่อหลายระบบ ทั้งฟัน เหงือก ตา หัวใจ ไต ตับ สมอง และหลอดเลือดแดง รวมไปถึงการดำเนินชีวิต  ในประเทสไทยพบว่ามีผู้ป่วยเบาหวานมากถึง 3.5 ล้านคน ในกรณีที่เป็นเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนโรคอื่นๆก็จะตามมาได้ง่าย

ฮอร์โมอินซูลินจึงเป็นฮอร์โมนที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะร่างกายรับประทานอาหารทุกวัน มีการเปลี่ยนแป้ง โปรตีน น้ำตาล หากมีอินซูลิน ก็จะส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานต่าง ๆในการกระกอบกิจกรรมและดำเนินชีวิต โดยอินซูลินนั้นถูกสร้างขึ้นจากตับอ่อน อวัยวะที่สำคัญส่วนหนึ่งในร่างกาย

 

โรคเบาหวานแบ่งได้เป็น 4 ประเภทคือ

  1. เบาหวานประเภทที่ 1 เกิดจากสภาวะตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ จึงต้องฉีดอินซูลินกระตุ้นอยู่เสมอ
  2. เบาหวานประเภทที่ 2 เกิดจากตับอ่อนสร้างอินซูลินได้ไม่เพียงพอ
  3. เบาหวานประเภทที่ 3 เบาหวานที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ อาจเกิดจากไตรมาส 2 และ 3 ในขณธที่ตั้งครรภ์อยู่
  4. เบาหวานประเภทที่ 4 เบาหวานที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ จากรับประทานยา สมุนไพร หรือโรคทางตับอ่อน

ดังนั้นเราจึงควรตรวจดูอาการ รักษาอย่างถูกวิธีเพื่อไม่ให้เกิดอาการดังกล่าว และเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งนำมาสู่โรคร้ายแรง

อื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย ทำให้ร่างกายของเราอ่อนแอ และถึงขั้นเสียชีวิตได้ เราสามารถบำรุงตับได้โดย Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ ที่สามารถช่วยคุณได้

เลิกสูบบุหรี่ได้แน่ แค่ต้องมีกำลังใจ

 

ในปี 2557 มีการสำรวจข้อมูลสุขภาพเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ พบว่าคนไทยเริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่อายุ 15 ปี ขึ้นไป โดยพบว่ามีจำนวนผู้สูบบุหรี่สูงถึง 11.4 ล้านคน หรือประมาณ 20.7% ทั้งนี้ได้สำรวจพฤติกรรมการสูบ พบว่าสูบเป็นประจํา 10 ล้านคน และนานๆ ครั้ง 1.4 ล้านคน และสถิติการเสียชีวิตของกลุ่มคนที่สูบบุหรี่ พบว่าในอีก 10-20 ปีถัดไปจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคจากบุหรี่ถึง 1 ใน 4 ข้อมูลการเสียชีวิตของคนไทยพบผู้เสียชีวิตด้วยโรคจากบุหรี่ 42,000-52,000 คน

บุหรี่อันตรายอย่างไร
แท้จริงแล้วควันบุหรี่ที่สูดดมเข้าไปต่างหากที่อันตรายมากๆ เพราะมีสารเคมีมากกว่า 4,000 ชนิด เป็นสารพิษไปแล้วกว่า 250 ชนิด นอกนั้นเป็นสารก่อมะเร็งมากกว่า 50 ชนิด โดยเฉพาะโรคมะเร็งปอด โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด

วิธีเลิกบุหรี่สามารถทำได้หลายวิธี
คนที่เสพติดการสูบบุหรี่ แล้วคิดจะเลิกเพื่อสุขภาพของตนเองและคนที่คุณรัก จะต้องแน่วแน่และมีกำลังใจมากๆ ในการเลิก บุหรี่ก็เหมือนขนม หากคนที่รักการทานขนมมีความไขว้เขว ต่อขนมมากเพียงใด ผู้ติดบุหรี่ก็มีความโลเลมากเช่นกัน วิธีที่นำมาบอกวันนี้ ได้แก่
1) วิธีหักดิบหรือเลิกด้วยตัวเอง
การหยุดสูบบุหรี่ทันที วิธีนี้อาจจะดูเป็นวิธีที่พูดง่ายแต่ทำยากมาก เพราะพบว่าสถิติของผู้ที่พยายามเลิกบุหรี่ด้วยวิธีนี้ร้อยละ 90 ไม่ประสบความสำเร็จ และมักจะเกิดอาการขาดนิโคตินจนต้องกลับไปสูบอีกในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์
2) การใช้พฤติกรรมบำบัด
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เคยชิน วิธีนี้คงเป็นวิธีที่ค่อนข้างต้องใช้ความพยายามมากเลยทีเดียว เพราะเราต้องพยายามหากห้ามใจตนเอง พยายามหลีกเลี่ยงอารมณ์ที่ทำให้เกิดความอยากสูบ ทั้งนี้อาจใช้วิธีสร้างแรงจูงใจเพื่อการเลิกบุหรี่ และอย่าลืมที่ว่าต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และพยาบาล
3) การใช้ยาช่วยเลิกบุหรี่
การใช้ยาช่วยเลิกบุหรี่ ได้แก่ การใช้ยาที่มีสารนิโคตินในขนาดต่ำ เช่น หมากฝรั่งอดบุหรี่หรือแผ่นแปะผิวหนังนิโคติน การใช้ยาชนิดเม็ดที่ไม่มีนิโคตินเพื่อช่วยลดอาการขาดนิโคติน
4) การฝังเข็มเพื่อช่วยลดอาการอยากสูบบุหรี่
การฝังเข็ม เพื่อช่วยลดอาการอยากสูบบุหรี่และคลายความหงุดหงิด

ทั้งนี้นอกจากการตั้งใจที่จะเลิกสูบบุหรี่ให้ได้อย่างเด็ดขาดแล้ว ก็ไม่ควรที่จะลืมไปตรวจคัดกรองโรคที่เป็นผลจากการสูบบุหรี่ด้วย เพื่อให้รู้ตัวเองก่อนว่าเป็นโรคร้ายอย่างโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคถุงลมโป่งพอง และโรคมะเร็งปอดหรือไม่ จะได้รักษาได้ทันท่วงที

ป่วยเป็น โรคไตเรื้อรัง ทานอะไรได้บ้าง

ภาวะโภชนาการถือเป็นปัจจัยสำคัญ ในการช่วยชะลอภาวะไตวายเรื้อรัง ตั้งแต่ระยะต้นจนถึงระยะไตวายเรื้อรัง ก่อนจะต้องฟอกไตหรือในภาวะไตวายระยะสุดท้าย ซึ่งหน้าที่การทำงานของไต คือ

  1. ขับของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญสารอาหารจากโปรตีนต่างๆ
  2. ขับแคลเซียมส่วนเกิน อย่างเช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส หรือเกลือแร่อื่นๆ

 

เพราะฉะนั้นอาหารการกินที่มุ่งเน้นจะช่วยไม่ให้ไตทำงานหนัก โดยที่ไตเสื่อมระยะต้นจะต้องควบคุมในส่วนของอาหารเค็ม การควบคุมจะมีประโยชน์ เนื่องจากอาหารเค็มนั้นมาจากเกลือโซเดียม หากมีเกลือโซเดียมในร่างกายมากจะทำให้ร่างกายบวม ภาวะเหล่านี้จะมีผลต่อการทำงานของไต และหากมีเกลือโซเดียมเยอะหรือมีความดันโลหิตสูง ภาวะในร่างกายก็จะสูงขึ้นด้วย หากควบคุมอาหารเค็ม ลดเกลือโซเดียมลง ก็จะช่วยควบคุมอาการหรือชะลอในส่วนของภาวะไตวายเรื้อรังได้ง่ายขึ้น

ประการต่อมาคือโปรตีน ร่างกายที่ได้รับโปรตีนจะย่อยสลายเป็นกรดอะมิโนเพื่อดูดซึมและเกิดเป็นของเสียขึ้นขับออกมาในรูปยูเรีย ถ้าโปรตีนในปริมาณที่มากเกินไป โดยเฉพาะโปรตีนที่ไม่มีประโยชน์ จะเกิดของเสียเยอะ ทำให้ไตทำงานหนัก

และต่อมา คือ โพแทสเซียม ไตทำหน้าที่หลักขับโพแทสเซียมออกจากร่างกาย หากทานโพแทสเซียมมาก ในเวลาที่ไตเสื่อม ไตทำงานน้อย จะทำให้โพแทสเซียมค้างอยู่ในร่างกาย และทำให้เกิดอันตรายได้ ดังนั้นต้องคุมอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น ผลไม้บางชนิด จำพวกกล้วย ส้ม หรือผลไม้ที่มีสีจัด ผักใบเขียวที่เข้ม และควรลดอาหารพวกเนื้อสัตว์ น้ำอัดลม เมล็ดทานตะวัน อาหารแปรรูป นม เนย ถั่วต่างๆ ที่ต้องระมัดระวังและลดปริมาณลง

สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยไตเรื้อรังขาดสารอาหาร
ผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะที่ 4 หรือ 5 จะมีของเสียในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น จะมีผลกระทบไปถึงการเบื่ออาหาร การทานอาหารได้น้อย เป็นผลกระทบสำคัญที่ทำให้เกิดการทุกข์ทางโภชนาการ จึงจำเป็นที่ต้องแนะนำให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน แต่ยังต้องควบคุมอาหารให้เหมาะสม เช่นไม่ได้รับโปรตีน อาหารที่มีฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และโซเดียมที่สูงมากเกินไป แต่ควรให้สมดุลกันระหว่างภาวะโภชนาการที่ดี กับการควบคุมไม่ให้มีเกลือแร่คลั่งในร่างกายมากเกินไปเช่นกัน

ประเภทอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังสิ่งที่ทานได้หรือทานไม่ได้
ควรรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสม เน้นเป็นพวกแป้งข้าวเจ้า วุ้นเส้น อาหารที่ย่อยง่าย

ในกลุ่มของโปรตีนแบ่งเป็นอกเป็น 2 กลุ่ม
2.1 โปรตีนคุณภาพสูงพวกเนื้อปลา เนื้อไก่ที่ไม่มัน เนื้อหมูสันใน จำพวกเนื้อสัตว์ที่มัน และน้ำมันพืช
2.2 หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันหรือมีไขมันอิ่มตัวสูงก็ เช่น น้ำที่ทำจากสัตว์ น้ำมันมะพร้าว ของทอด ของมันต่างๆ เพราะจะทำไขมันในเลือดสูง คอเรสเตอรอลมากในร่างกายจะเป็นปัจจัยเสริมเหมือนกันที่ทำให้อาการแย่ลง
ในส่วนของหมวดหมู่วิตามิน เกลือแร่ พยายามหลีกเลี่ยง เนื่องจากอาหารเค็มมีผลโดยตรงต่อไต หลีกเลี่ยงอาหารโพแทสเซียมสูงในไตที่เริ่มเสื่อมมาก พวกวิตามินต่างๆสามารถทานได้ปกติ แต่ควรระมัดะวัง บางประเภทที่ทำให้เกิดพิษหรือเกิดการสะสมในไต ระวังวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินอี วิตามินเอ วิตามินซี เพราะมีโอกาสสะสมได้

การแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
คนไข้ที่เป็นโรคไตต้องมีการปรับตัว จากรับประทานอาหารปกติ ต้องควบคุมอาหารให้มากขึ้น ค่อยๆปรับตัว หากยังไม่สามารถลดหรือไม่สามารถควบคุมอาหารได้ร้อยเปอร์เซ็น ก็ค่อยๆลดปริมาณเนื้อสัตว์ที่มาก ลดลงครึ่งหนึ่ง หรือลดลง10-20 เปอร์เซ็น ลดโปรตีนในบางมื้อ ลดอาหารมันจนถึงจุดที่สมดุลแล้ว หากสามารถลดได้แล้ว ก็ยังต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้ป่วยกับอายุรแพทย์ทางโภชนาการหรืออายุรแพทย์ทางโรคไตมาช่วยประเมินว่าการทำงานของไต ความดัน และเกลือแร่ในเลือดสมดุลดีหรือไม่ ต้องทานอาหารกลุ่มใดเป็นพิเศษเพิ่มเติม

“จัดฟันแฟชั่น” จัดฟันเถื่อนอันตรายต้องอ่าน

“จัดฟันแฟชั่น” ในคลินิกเถื่อน เสี่ยงติดเชื้อ อันตรายถึงชีวิต การจัดฟัน ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทันตแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมฯ เท่านั้น
นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงการจัดฟันว่าเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องการสบฟันผิดปกติ ฟันซ้อนเก ฟันห่าง ฟันยื่น โดยต้องมีทันตแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน จะช่วยให้มีสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้น เพิ่มความมั่นใจและเสริมบุคลิกภาพ

แต่ในการจัดฟันแฟชั่นที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้มีรูปแบบพัฒนาไปจากเดิมมาก มีแหล่งขายรีเทนเนอร์ขนาดใหญ่ และร้านที่ลักลอบให้บริการติดอุปกรณ์ลวดดัดฟันแฟชั่นผิดกฎหมาย เช่น เปิดร้านเช่าเล็กๆ และมีพนักงาน 1-2 คนให้บริการ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียน นักศึกษา คิดค่าบริการในราคาถูก ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องและอาจทำให้เกิดอันตรายได้

ผลเสียจากการจัดฟันแฟชั่นจากหมอ-คลินิกเถื่อน
ทันตแพทย์อำนาจ ลิขิตกุลธนพร ผู้อำนวยการสถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดฟันแฟชั่น จากร้านหรือคลินิกเถื่อน ส่งผลร้ายต่อสุขภาพฟันและสุขภาพช่องปากอย่างมาก อาทิ

  • ทำให้เหงือกอักเสบเป็นแผล มีเลือดไหล เกิดแผลในช่องปาก เนื่องจากลวดและพลาสติกอาจกดเหงือกหรือทิ่มเหงือก
  • ได้รับสารอันตราย เช่น ปรอท สารหนู ตะกั่ว ที่อาจดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากการใช้เครื่องมือที่ไม่ได้คุณภาพ ไม่ได้มาตรฐาน
  • อาจเกิดการติดเชื้อ เนื่องจากขั้นตอนในการทำสกปรก ไม่มีการล้างมือด้วยน้ำยากำจัดเชื้อ เครื่องมือที่ใช้ไม่มีการฆ่าเชื้อโรค
  • อาจเกิดฟันผุหรือปวดฟันจากการใส่ลวดในช่องปาก ทำให้ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดฟันลดลง เศษอาหารติดได้ง่าย
  • อาจเกิดการละลายตัวของรากฟัน
  • อาจถึงแก่ชีวิตโดยไม่รู้ตัวจากการใส่ลวดเส้นเล็ก ถ้าไม่แน่นหรือหลวมขยับได้จะเกิดอันตรายอย่างมาก ยิ่งใส่นอนหรือขณะรับประทานอาหาร ลวดขนาดเล็กรวมถึงอุปกรณ์ชิ้นเล็กที่ติดไม่แน่นกับลวดอาจหลุดเข้าคอได้

ดังนั้น ควรได้รับการรักษาจากทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีการประเมินก่อนการรักษา เพราะการจัดฟันเป็นการรักษาที่ต่อเนื่องและใช้ระยะเวลานาน เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ต้องผ่านขั้นตอนการฆ่าเชื้อ มีการบรรจุในซองอย่างดี รวมไปถึงขั้นตอนในการติดตั้งอุปกรณ์ในการจัดฟันต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ ทั้งนี้ หากเกิดปัญหาจากการจัดฟันแฟชั่นหรือร้านที่ไม่ได้มาตรฐาน ต้องรีบพบทันตแพทย์ทันทีเพื่อทำการรักษาและแก้ไขได้ทันเวลา

ความสำคัญของอาหารเช้าต่อสุขภาพ

อาหารเช้านั้น สำคัญไฉน

– โรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจ
จากการประชุมประจำปีของสมาคมแพทย์โรคหัวใจ (American Heart Association) มีการเสนอผลวิจัยชื่อว่า Cardia Study ที่พบว่า อัตราการเกิดโรคที่เรียกว่าภาวะดื้อต่ออินซูลิน ที่ทำให้อ้วนและเป็นโรคเบาหวาน มีอัตราลดลงในผู้ที่กินอาหารเช้าอย่างสม่ำเสมอถึง 35-50% เทียบกับผู้ที่ไม่กิน คณะนักวิจัยเชื่อว่า อาหารเช้าเป็นอาหารมื้อที่สำคัญที่สุดในการป้องกันเบาหวานและโรคเกี่ยวกับเส้นเลือดหัวใจ โดยคนที่ไม่กินอาหารเช้า สมองจะหลั่งสารนิวโรเปปไทด์ วาย (Neuropeptide Y) ซึ่งจะทำให้เรากินอาหารมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้กินจุบกินจิบทั้งวัน และกินอาหารในมื้ออื่นมากขึ้นกว่าปกติทำให้มีโอกาสอ้วนขึ้นได้ไม่ยาก

– อัลไซเมอร์
คือโรคหลงๆ ลืมๆ ที่หลายคนกลัว และคิดว่าคนแก่เท่านั้นที่เป็น แต่ถ้าเราไม่ได้กินอาหารเช้าจะทำให้สมองขาดสารอาหาร ส่งผลให้เรามีโอกาสเป็นโรคหลงๆ ลืมๆ ตั้งแต่อายุยังไม่มาก และมีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์ได้มากขึ้น

– ร่างกายทรุดโทรม
เมื่อร่างกายไม่ได้พลังงานจากอาหารเช้า ร่างกายก็จะดึงสารอาหารจากอวัยวะส่วนอื่นออกมา ซึ่งภายใต้กระบวนการนี้จะเกิดกรดชนิดหนึ่งออกมาด้วย และเมื่อร่างกายต้องผลิตกรดออกมาบ่อยๆ พออายุมากขึ้น เราก็จะเป็นโรคตามมาหลายอย่าง เช่น มะเร็ง หัวใจ

– หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย อ่อนเพลีย
เมื่อตื่นนอนในตอนเช้าระดับน้ำตาลในเลือดเราจะต่ำ หากเรายังไม่กินอาหารเช้า ร่างกายจะไปดึงพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตที่สะสมไว้ที่ตับเพื่อเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ แต่เมื่อไหร่ที่พลังงานส่วนนี้ถูกใช้จนหมดไป ในตอนเช้าระดับน้ำตาลในเลือดก็จะต่ำอยู่อย่างนั้น ทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดอารมณ์เสียง่ายและอ่อนเพลีย ส่วนคนที่กินอาหารเช้าจะมีพลังงานในการทำงานได้นานกว่า และมีความอ่อนล้าในช่วงกลางวันน้อยกว่าคนที่ไม่กินอาหารเช้า

– สมองทำงานไม่ดีเท่าที่ควร
มีงานวิจัยหลายเรื่องที่ระบุว่า การกินอาหารเช้ามีผลต่อการเรียนของนักเรียน เพราะถ้าสมองได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ สมองก็จะไม่รับรู้เรื่องที่ครูสอน หรือไม่มีสมาธิในการเรียน บางคนไปสอบโดยไม่กินอาหารเช้าก็จะทำข้อสอบได้ไม่ดีเท่าที่ควร และเด็กที่อยู่ในวัยเจริญเติบโต หากได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้มีไอคิวต่ำและร่างกายไม่แข็งแรงได้

จัดอันดับผัก ที่ดีที่สุด

จากการประเมินและให้คะแนนผักชนิดต่างๆ ของ USDA National Nutrient Database ได้สรุปและให้คะแนนผักตามเนื้อหาทางโภชนาการ โดยมีผักทั้งสิ้น 73 ชนิด และในบทความนี้ได้นำเสนอผัก 10 อันดับแรกที่มีคะแนนสูงที่สุดมาบอกเล่าถึงประโยชน์ทางโภชนาการกัน

อันดับ 1 ผักเคล (คะน้าใบหยิก)
(USDA score =1,392) ทำความรู้จักผัก Kale ผักคะน้าใบหยิก เป็นผักตระกูลเดียวกันกับผักคะน้า เวลาเราหาผักคะน้ามาทำอาหารไม่ได้ เราจะใช้ Kale แทน มีประโยชน์มาก ผัก Kale หรือ คะน้าใบหยิก มีทั้งสีเขียว สีม่วง ด้วยความสงสัยว่าคือผักอะไรกันนะ โชคดีค่ะที่มีป้ายปักบอกไว้ว่าคือ ผักคะน้าใบหยิก ชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า Brassica oleracea ส่วนชื่อสามัญเรียกว่า Curl leaf Kale (Dwarf Green Kale) ซึ่งอยู่ในตระกูลกะหล่ำปลี ซึ่งเป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูงที่สุดในโลก เป็น The queen of green หรือเธอคือราชินีแห่งผักนั่นเอง

คุณประโยชน์ของผักคะน้าใบหยิก มีเส้นใยสูง ช่วยลดน้ำหนัก อิ่มนาน ลดคอเลสเตอรอลได้ดี ธาตุเหล็กสูงมาก ช่วยบำรุงเลือด มีวิตามินเคสูงช่วยป้องกันมะเร็งได้รวมถึงสุขภาพกระดูกและการแข็งตัวของเลือด ระดับที่เพิ่มขึ้นของวิตามินเคสามารถช่วยคนที่ทุกข์ทรมานจากโรคอัลไซเมอร์ได้ มีสารต้านอนุมูลอิสระเช่น carotenoids และ flavonoids ช่วยป้องกันมะเร็งชนิดต่างๆ พบว่าผัก Kale หนึ่งถ้วยอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ถึง 10% ซึ่งช่วยในการต่อสู้กับโรคข้ออักเสบโรคหอบหืดและความผิดปกติของภูมิต้านทานเนื้อเยื่อ มีวิตามินเอช่วยในการมองเห็นผิวและช่วยป้องกันมะเร็งปอดและช่องปาก และยังช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน มีแคลเซียมช่วยในการป้องกันการสูญเสียกระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุนและช่วยในการเผาผลาญอาหาร มีวิตามินซีที่เป็นประโยชน์ในการรักษากระดูกอ่อน และ ผัก Kale ยังอุดมไปด้วยเส้นใยและกำมะถันดีสำหรับการล้างพิษร่างกายทำให้ตับมีสุขภาพดี ผัก Kale หรือ คะน้าใบหยิก ไม่ควรกินดิบ จะทำให้เกิด hypothyroid หรือไทรอยด์ต่ำ อาจเกิดคอพอกได้

อันดับ 2 ผักโขม (Spinach)
(USDA score = 949,968) ผักโขมที่ปรุงในเวลาไม่นานมีคะแนนที่สูงกว่าผักโขมปรุงสุก ทำความรู้จัก ผัก Spinach ผักโขมของป๊อบอาย ผักโขมไม่ใช่ผักตระกูลกะหล่ำ มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Chenopodiaceae และ Amaranthaceae) สำหรับชื่อสกุล / สปีชีส์สำหรับผักโขมคือ Spinacia oleracea และในสายพันธุ์นี้มีผักโขมหลายชนิดซึ่งผักโขมที่นิยมมากที่สุดประกอบด้วย 3 กลุ่มได้แก่ Savoy, Semi-Savoy และ Flat-leafed และจากการศึกษาล่าสุดของผักโขม Savoy พบว่าอุดมไปด้วยวิตามินที่ละลายในน้ำ วิตามินที่ละลายในไขมันแร่ธาตุและมีสารอาหารที่หลากหลาย การศึกษาล่าสุดยังแสดงให้เห็นอีกว่ามีการสูญเสียวิตามินซีจากผักโขมน้อยลงเมื่อผักนี้ถูกนึ่งเป็นเวลา 5 นาที (แทนที่ต้มโดยใช้ระยะเวลาเท่ากัน)

คุณประโยชน์ของผักโขม ได้รับการยกย่องว่าเป็นผักที่โดดเด่นในการฟื้นฟูพลังงาน เพิ่มพลัง และปรับปรุงคุณภาพของเลือด เพราะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ผักโขมยังเป็นแหล่งวิตามินเค วิตามินเอ วิตามินซี และโฟเลตที่ดี รวมทั้งเป็นแหล่งแมงกานีส แมกนีเซียม เหล็ก และวิตามิน B2 ที่ดี ซึ่งวิตามินเคจะช่วยในการบำรุงรักษาสุขภาพกระดูก นอกจากนี้ผักโขมยังทำหน้าที่เป็นแหล่งอาหารเสริมต่างๆ ได้แก่ ไฟเบอร์ ฟอสฟอรัส วิตามินบี 1 สังกะสี โปรตีนและโคลีน และเป็นแหล่งรวมกรดไขมันโอเมก้า 3 วิตามินบี 3 , กรด pantothenic และซีลีเนียม

อันดับ 3 ผักคะน้าฝรั่ง (Collard Greens)
(USDA score = 737) ทำความรู้จักผัก Collard Greens ผักคะน้าฝรั่ง คะน้าฝรั่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม acephala มีสีเขียวเข้มใบขนาดใหญ่ บางครั้งนิยมทำสวนประดับ มีก้านตรง สูงถึงสองมีความคล้ายคลึงกับผักคะน้า พันธุ์ที่ได้รับความนิยมในสายพันธุ์ของ collard ได้แก่ ‘Georgia South’, ‘Morris Heading’, ‘Butter Collard’ (couper manteiga), couon tronchuda และ Groninger Blauw ซึ่งอยู่ในกลุ่มพันธุ์เดียวกัน เนื่องจากความคล้ายคลึงกันทางพันธุกรรม ทั้งนี้ชื่อ “collard” มาจากคำว่า “colewort” (พืชกะหล่ำปลีป่า) เป็นพืชที่ปลูกมีอยู่ตลอดทั้งปี ใบมีลีเขียวสดสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 10 วัน ถ้าแช่เย็นไว้ ในตู้เย็นสามารถเก็บไว้ได้ประมาณสามวัน ส่วนใหญ่พบในบราซิล โปรตุเกส ภาคใต้ของสหรัฐอเมริกา หลายส่วนของแอฟริกา บอลข่าน ทางตอนเหนือของสเปน และภาคเหนือของอินเดีย

คุณประโยชน์ของผักคะน้าฝรั่ง เนื่องจาก ผักคะน้าฝรั่ง มีความพิเศษสำหรับระบบร่างกาย สามชนิดที่ เกี่ยวข้องกับการพัฒนามะเร็ง และการป้องกันโรคมะเร็ง ทั้งสามระบบนี้คือ (1) ระบบดีท็อกซ์ของร่างกาย (2) ระบบต่อต้านอนุมูลอิสระและ (3) ระบบอักเสบ / ต้านการอักเสบ ความเรื้อรังในระบบทั้งสามนี้สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้ เนื่องจากผักคะน้าฝรั่ง มีสาร Goitrogen ซึ่งมีผลทำให้ต่อมไทรอยด์ไม่จับกับไอโอดีน ส่งผลให้เกิดของโรคคอหอยพอก

อันดับ 4 ผักสวิสชาร์ด (Swiss Chard)
(USDA score = 717) ทำความรู้จักผักสวิสชาร์ด (Swiss Chard) บางพื้นที่ก็เรียก Chard เป็นพืชตระกูลเดียวกับ บีทรูท “Beta vulgaris Cicle” แต่จะไม่มีหัว ใช้ทานใบและก้าน Swiss chard และ beets มีความคล้ายคลึงกันมาก ในหลายประการ Swiss chard จัดเป็นพืชล้มลุก เป็นผักก้านแดงชนิดที่อยู่ในพวกเดียวกันกับผักกาดขาวและสายพันธุ์เดียวกับบีทรูท c]tเป็นเรื่องยากที่จะกำหนดวิวัฒนาการที่แน่นอนของสายพันธุ์ที่แตกต่างกันChard ถือว่าเป็นหนึ่งของผักที่ดีต่อสุขภาพ Chard เป็นที่นิยมมาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ

คุณประโยชน์ของผักสวิสชาร์ด อุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญ เช่น วิตามินบี ได้แก่ วิตามิน B1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามิน B6 กรดโฟโตเทนอล โฟเลตและโคลีน มีแร่ธาตุมากมาย เช่น แมกนีเซียม เหล็ก แมงกานีส ทองแดง โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส ซีลีเนียมและสังกะสี วิตามินอีและวิตามินเอ รวมอยู่ในหมวดหมู่วิตามินที่ละลายในไขมัน และมีทั้งเส้นใย และโปรตีนที่อยู่ในกลุ่ม macrostutrients นอกจากนี้ยังมีวิตามินซี ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระในระดับดีเยี่ยม และมีสารต้านอนุมูลอิสระ และสารต้านการอักเสบอีกด้วย

อันดับ 5 ผัก Turnip greens
(USDA score = 714 ) ทำความรู้จัก ผัก Turnip greens เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นผักที่หัวคล้ายผักกาด เป็นสายพันธ์ทางวิทยาศาสตร์หรือสกุลที่เรียกว่า Brassica rapa ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคต่างๆ ที่ได้รับการปลูกฝังอย่างกว้างขวาง กลุ่มนี้ประกอบด้วย ผักกาดหลายชนิด เป็นผักที่คุ้นเคยก่อนศตวรรษที่ 15 คล้ายๆ หัวไชเท้า และผักกาดเขียวปลี จะพบได้ทั่วยุโรปและเอเชียตะวันตกซึ่งแสดงให้เห็นว่าเกิดขึ้นในพื้นที่ของชาวโรมันและกรีก ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในทุกภูมิภาค Turnip greens เป็นผักโบราณ และได้กลายเป็นอาหารท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง Turnip greens เป็นพืชล้มลุกที่สูงไม่เกิน 1 เมตร ลำต้นมีสีสีเขียวอ่อน มีรากยาว 10 ซม. ใบเรียบเนียนนุ่ม Turnip greens มีสี่สายพันธ์ ได้แก All-Top Turnip Greens, Alamo Turnip Greens, Topper Turnip Greens และShogoin Turnip Greens

คุณประโยชน์ของ ผัก Turnip greens เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน วิตามินที่ละลายน้ำได้ มีสารต้านอนุมูลอิสระ s ได้แก่ carotenoids flavonoids และ glucosinolates เป็นแหล่งของสารประกอบกำมะถันที่มีชื่อเรียกว่า glucosinolates ในเพื่อป้องกันโรคมะเร็ง เพื่อสนับสนุนกระบวนการล้างพิษในเซลล์ อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน วิตามินซี ช่วยลดความเสี่ยงต่อความเครียดที่เกิดจากออกซิเดชั่น และโรคเรื้อรัง เช่น โรคหลอดเลือดแดงและโรคไขข้ออักเสบ

อันดับ 6 ฟักทอง
(USDA score = 577 ) ทำความรู้จัก Pumpkin ฟักทอง ฟักทองเป็นมากกว่าผลไม้ตกแต่งในวันฮาโลวีนเพราะมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างล้นเหลือ เชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกาเหนือ เมล็ดพันธุ์จากพืชที่เกี่ยวข้องได้รับการค้นพบในเม็กซิโกย้อนหลังไปตั้งแต่ 7000 ถึง 5500 B.C. ชื่อฟักทองมาจากภาษากรีกคำว่า “แตงใหญ่” ซึ่งเป็น “pepon” “Pepon” ถูกเปลี่ยนเป็นภาษาฝรั่งเศสเป็น “pompon” ภาษาอังกฤษเปลี่ยน “pompon” เป็น “Pumpion” ชาวอเมริกันอาณานิคมเปลี่ยน “pumpion” เป็น ” Pumpkin ” ชาวอเมริกันพื้นเมืองใช้ฟักทองเป็นวัตถุดิบในอาหารหลายศตวรรษ โดยเฉพาะชนเผ่าอินเดียแดงที่บริโภคฟักทองมาอย่างยาวนาน

คุณประโยชน์ของ Pumpkin ฟักทอง ฟักทองมีสารอาหารสูง อุดมไปด้วยวิตามิน และเกลือ นอกจากนี้ยังมีโพแทสเซียมที่มีผลดีต่อความดันโลหิต สารต้านอนุมูลอิสระในฟักทองสามารถช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดจากความเสื่อมของดวงตาได้ และเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ การบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนอาจลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งบางชนิด ป้องกันโรคหอบหืด โรคหัวใจ ชะลอความชราและความเสื่อมของร่างกาย ฟักทองอุดมไปด้วยไฟเบอร์ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดดีต่อคนเป็นโรคเบาหวาน รวมทั้งช่วยให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ให้เป็นปกติและช่วยระบบการย่อยอาหาร การบริโภคเส้นใยที่มีประโยชน์ต่อร่างกายยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่

 

อันดับ 7 ผักกาดเขียวปลี (Mustard greens)
(USDA score = 550 ) ทำความรู้จัก ผัก Mustard greens ผักกาดเขียวปลี หรือผักโสภณ ชื่อภาษาอังกฤษว่า mustard green เป็นผักในวงศ์ผักกาดกะหล่ำ (crucifer) เช่นเดียวกับผักกาดขาว ผักกาดใบและผักกวางตุ้งผักกาดเขียวปลี มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า brassica var. rugosa ชื่อสามัญภาษาอังกฤษเรียก leaf mustard หรือ Chinese mustard green บางทีเรียก mustard green เฉย ๆ ในภาษาพูด คนจีนเรียกผักชนิดนี้ว่า “ ตั๋วฉ่าย” ( tua chai ) ภาษาเขียนเรียก “ไก๋ฉ่าย” (gai chai ) คนไทยเรียกผักกาดเขียวปลีบางท้องถิ่นอย่างล้านนาเรียกปั่น คนจีนเก่าแก่เรียกว่าผักโสภณ ผักกาดเขียวปลีมีหลายพันธุ์ ในตะวันตกมีพันธุ์เก่าแก่ที่ปลูกเพื่อเอาเมล็ดมาทำผงเครื่องเทศและเครื่องจิ้ม คือ มัสตาร์ดที่ออกรสเผ็ด นิยมกินกับไส้กรอก เมล็ดมัสตาร์ดหรือเมล็ดพันธุ์ผักกาดเป็นเครื่องเทศ ผักกาดเขียวปลีเป็นพืชระยะสั้นอายุปีเดียวใช้เวลาปลูกเพียง 60 – 70 วัน นิยมปลูกเพื่อนำมาทำผักดองเป็นพันธุ์ปลีกลม ทางจังหวัดภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำปาง แพร่ และตาก ผักกาดเขียวปลีสด ต้องนำมาลวกน้ำร้อนแล้วแช่น้ำเย็นเพื่อลดรสขมก่อนนำไปผัด

คุณประโยชน์ของ ผักกาดเขียวปลี หรือผักโสภณ Mustard greens ผักกาดเขียวปลี หรือผักโสภณ เป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ของวิตามิน A, C และ K ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานที่ดีต่อสุขภาพของร่างกาย มีวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพซึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ วิตามินเอ ช่วยให้สายตาดี วิตามินเคมีบทบาทสำคัญในการสร้างมวลกระดูก จำกัดความเสียหายของเส้นประสาทในสมอง มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันการโจมตีของมะเร็งในร่างกาย ยังเป็นแหล่งที่ดีของ phytonutrients หรือผลิตสารอาหาร กรดไฮโดรไซซินมานิค, ไอโซเมธิน, quercetin และ kaempferol เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญช่วยลดความเครียดจากการเกิดออกซิเดชันในเซลล์ในร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม ลำไส้ใหญ่ กระเพาะปัสสาวะมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งรังไข่และมะเร็งปอด ยังประกอบด้วยกำมะถันช่วยกระตุ้นกระบวนการล้างสารพิษในร่างกาย และที่สำคัญช่วยให้สุขภาพร่างกายโดยรวมดูดี ทำให้มีผิวและผมสวยงาม

อันดับ 8 มันฝรั่งหวาน
(USDA score = 492 ) ทำความรู้จัก มันฝรั่งหวาน มันฝรั่งหวานเป็นหนึ่งในอาหารสุขภาพที่รู้จักและได้รับการจัดอันดับให้เป็นผักโภชนาการสูงสุด เปลือกของมันฝรั่งหวานมีจำนวนของสารอาหารที่เป็นประโยชน์ที่ ทำความสะอาดเปลือกให้สะอาดก่อนปรุงอาหาร มันฝรั่งหวานมาจากพืชตระกูล Morningglory (Convolvulaceae) ที่รากมีหัวขนาดใหญ่ เป็นเถาไม้ยืนต้นใบรูปกลมสลับ รากหัวที่กินได้ มีความยาวและเรียวด้วย ผิวเรียบเนียนมีหลายสี เช่น สีเหลือง สีส้ม สีแดง สีน้ำตาล สีม่วงและสีเบจ เนื้อมีตั้งแต่สีเบจ สีขาว แดง ชมพู ม่วง เหลืองส้มและม่วง มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนในอเมริกา มีประวัติอันยาวนานและมีต้นกำเนิดที่น่าสนใจ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าพบหลายพันปีมาแล้วที่อเมริกากลาง ซึ่งเป็นพืชถูกนำเข้ามาในประเทศจีนในปลายศตวรรษที่ 16 และแพร่กระจายไปทั่วเอเชียแอฟริกาและละตินอเมริกาในช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18

คุณประโยชน์ของ มันฝรั่งหวาน การกินมันฝรั่งหวานแบบไม่ปอกเปลือก มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย รวมถึงการเคลื่อนไหวของลำไส้ การลดคอเลสเตอรอลและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ประกอบด้วยเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอในช่วยในการปรับปรุงสายตาและป้องกันหรือรักษาสภาพตาช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันและช่วยรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็งได้ด้วย มีวิตามินซี วิตามินอี และโฟเลตซึ่งสามารถป้องกันโรคได้หลายชนิดโดยการปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกันให้ดี มีโพแทสเซียมและเหล็ก สามารถลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองอุดตัน

อันดับ 9 ผักแรดิชชิโอ (Radicchio)
(USDA score = 467 ) ทำความรู้จักผักแรดิชชิโอ Radicchio: ชื่อวิทยาศาสตร์ Cichorium intybus var. folisum ชื่อสามัญ Radicchio เป็นผักในตระกูลผักกาดหอม ลักษณะรูปทรงคล้ายกะหล่ำแต่มีม่วงแดงเส้นใบสีขาว Radicchio เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพมานานแล้ว Pliny Elder, นักเขียนชาวโรมันและปราชญ์ธรรมชาติอ้างว่าในสารานุกรม “Natural History” ของเขาว่าเป็นประโยชน์ในการชำระล้างเลือดและรักษาอาการนอนไม่หลับ ในขณะที่เอกสารฉบับนี้เขียนขึ้นในช่วงศตวรรษแรกความจริงแล้วสารอาหารที่พบในพืช radicchio คือ intybus คือยาแก้ปวดและยาระงับประสาทที่ไม่รุนแรง การเพาะปลูกเป็นประจำเริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 15 และ ในปีพ.ศ. 2520 นิวยอร์กไทม์ส “ค้นพบ” radicchio จากนั้นจึงนำเข้าสู่ครัวและร้านอาหารตะวันตกมากมายมาประกอบเป็นอาหารยอดนิยมมากมาย

คุณประโยชน์ของผักแรดิชชิโอ สามารถต่อสู้กับการเติบโตของเซลล์มะเร็ง สำหรับคนที่เป็นโรคมะเร็งตับมักใช้สลัด radicchio เป็นประจำ เพราะสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในผักชนิดนี้มีการต่อสู้กับเซลล์มะเร็งตับที่รู้จักกันในชื่อ Hep-G2 สิ่ง Radicchio ยังมีวิตามินเค ลดความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมาก ลำไส้ใหญ่ กระเพาะ และช่องปาก อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ radicchio ที่ช่วยซ่อมแซมอาการบาดเจ็บของตับที่เกิดจากความเครียด การช่วยในการจัดการน้ำหนักส่วนเกินและลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเฉียบพลันช่วยให้ร่างกายสร้างและรักษากระดูกให้แข็งแรง ทั้งนี้ ในการศึกษานำร่องในปี พ. ศ. 2516 radicchio ได้รับการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบต่อปรสิต นักวิจัยพบว่ามีฤทธิ์ในการป้องกันปรสิตของพืชบนพยาธิตัวกลมชนิดหนึ่งในสุกร การค้นพบนี้อาจบ่งบอกถึงประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นของพืชในการต่อสู้กับการเจริญเติบโตของปรสิตอื่น ๆ

อันดับ 10 แครอท
(USDA score = 399 ) ทำความรู้จัก แครอท แครอทเป็นหนึ่งในผักที่นิยมใช้มากที่สุดทั่วโลก เพราะสามารถเติบโตได้ง่ายและหลากหลายมาก จำแนกทางวิทยาศาสตร์ว่าเป็น Daucus carota และเป็นผักที่มาจากราก แครอทที่บริโภคกันมากที่สุดทั่วโลกคือ พันธุ์พื้นเมืองของพันธุ์ป่า และพันธุ์พื้นเมืองในยุโรปและเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ แครอทส่วนใหญ่ได้รับการปลูกในประเทศจีนแล้ว และถูกส่งออกไปทั่วโลก

คุณประโยชน์ของ แครอท เป็นผักที่สำคัญในอาหารทางวัฒนธรรมทั่วโลก ประโยชน์ของแครอทมาจาก เบต้าแคโรทีน เส้นใย สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน A, C, K และ B8 รวมทั้งกรด pantothenic โฟเลต โปแตสเซียม เหล็กทองแดง และแมงกานีส นักวิจัยจาก Wolfson Gastrointestinal Laboratory ในเมืองเอดินบะระ ประเทศสก็อตแลนด์เปิดเผยว่าระดับสามารถคอเลสเตอรอลลดลงเฉลี่ย 11 เปอร์เซ็นต์หากกินแครอทดิบ 7 ออนซ์ต่อวันเป็นเวลาสามสัปดาห์ แครอทจึงดีต่อหัวใจ แครอทยังอุดมไปด้วยโพแทสเซียม สามารถช่วยลดความดันโลหิต เป็นแหล่งวิตามินซีที่อุดมไปด้วยซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้ มีไฟเบอร์ช่วยในการย่อยอาหาร การบริโภคเบต้าแคโรทีนได้รับการเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่ลดลงของโรคมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคมะเร็งปอด นักวิจัยชาวอังกฤษค้นพบว่าการบริโภคเบต้าแคโรทีนที่เพิ่มขึ้นจาก 1.7 เป็น 2.7 มิลลิกรัมต่อวันช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งปอดได้มากกว่าร้อยละ 40 ในการศึกษาที่แยกกันนักวิจัยพบว่าการกินแครอทที่อุดมด้วยเส้นใยช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ได้มากถึงร้อยละ 24 แครอทยังอุดมไปด้วยวิตามินเอจึงเหมาะสำหรับการปรับปรุงสายตาและป้องกันสภาพตาบอดกลางคืน ในแครอทมีสารต้านอนุมูลอิสระจากแร่ธาตุที่ดีและยังช่วยกระตุ้นเหงือก เพิ่มน้ำลายมากเพื่อต่อสู้กับแบคทีเรียซึ่งอาจทำให้เกิดฟันผุ กลิ่นปากและความเสี่ยงต่อสุขภาพช่องปาก นอกจากนี้การบริโภคแครอทยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และสามารถควบคุมเบาหวานได้ด้วย ดังนั้นทั้งแครอทดิบหรือทำเป็นน้ำผลไม้ หรือในรูปแบบปรุงสุก เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับสุขภาพของทุกๆ คน และทุกๆ วัย

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วใครไม่ชอบกินผักคงต้องเปลี่ยนใจ และการเลือกกินผักที่ดีที่มีโภชนาการสูงก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของสุขภาพที่ดี จึงอาจกล่าวได้ว่า “ผัก” เป็นสิ่งพิเศษที่สุดที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์ เพื่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ตลอดไป

กินให้สุขภาพดี อาหารว่างเพื่อสุขภาพ

เพราะอาหาร 3 มื้อตอบโจทย์เรื่องอิ่มท้องได้ แต่ไม่ช่วยระงับความอยากกิน ของว่างหรือขนมกรุบกรอบจึงมีบทบาทอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาของว่างคิดเป็น 11% ของมื้ออาหาร ในขณะที่บ้านเราหลายคนก็เริ่มใส่ใจสุขภาพมองหารสชาติที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น จึงเป็นที่มาของอาหารว่างหรือขนมกรุบกรอบเพื่อสุขภาพดังนี้

1. ขนมแท่งกรอบ หรือธัญพืชอัดแท่ง เปลี่ยนจากขนมรสหวานที่อัดแน่นด้วยน้ำตาล มาสู่ขนมแท่งกรอบที่มีส่วนผสมเพื่อสุขภาพ เช่น ถั่วขาว กะเพรา และน้ำมันมะกอก ข้าวโพดและควินัว รวมไปถึงขนมแท่งที่ทำจากผลไม้ก็ล้วนมาแรงไม่แพ้กัน ซึ่งช่วยลดความโหยน้ำตาลยามบ่ายได้เป็นอย่างดี

2. ชิพ จากมันฝรั่งทอดลองเปลี่ยนมาเป็น Veggie Chip ที่ทำจากผักจริง ๆ ปรุงรสด้วยน้ำมัน และเกลือเพียงเล็กน้อย ซึ่งถูกปากแม้แต่คนที่ไม่ชอบกินผักสดก็ตาม

3. แมลงอบกรอบ แหล่งโปรตีนสูงที่กำลังเป็นเทรนด์มาแรงในแวดวงอาหาร ส่วนใครที่ไม่ชอบแมลงแต่ ต้องการโปรตีนสูง ก็มีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแมลงมาบดป่นใช้โรยกับอาหารอื่น ๆ ได้

4. ของว่างพร้อมดื่ม เครื่องดื่มที่สะดวกในการกิน และพกพา กินได้ทั้งเด็กหรือผู้ใหญ่ ตลอดจนนักกีฬาที่ ต้องการสารอาหารแบบด่วน ๆ เช่น โยเกิร์ตพร้อมดื่ม ซึ่งมีน้ำตาลน้อยแต่โปรตีนสูง แต่อย่าลืมว่าแม้จะเป็นขนมเพื่อสุขภาพ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกินได้ตลอดทั้งวัน หรือทดแทนอาหารจานหลักได้

เรื่องควรรู้

กลุ่มอาหารขบเคี้ยวที่มีฉลากทางเลือกเพื่อสุขภาพ การันตีว่าผ่านการรับรอง แล้วว่า มีปริมาณพลังงานไม่เกิน 150 แคลอรี่ต่อหน่วยบริโภค และมีน้ำตาล ไขมัน หรือโซเดียมอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม สามารถใช้เป็นเครื่องตัดสินใจในการเลือก ซื้อผลิตภัณฑ์ได้