หูฟังใช้อย่างไรไม่ทำให้หูหนวก

อาจพูดได้ว่าปัจจุบันหูฟังเป็นอุปกรณ์ที่ผู้คนนิยมใช้งานกันมากอย่างหนึ่ง เพราะไม่ว่าเราจะฟังข่าว เล่นเกม หรือฟังเพลง เราสามารถใช้หูฟังเพื่อให้เสียงที่เราได้ยินไม่ไปรบกวนผู้อื่น แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการใช้หูฟังนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะหากเราใช้หูฟังอย่างไม่ถูกต้อง จะมีผลเสียระบบการได้ยินของหูของเราด้วย เช่นทำให้หูหนวกได้  

         ปัจจุบันหูฟังมีการจำผลิตและจำหน่ายอยู่ 3 แบบ เราเรามาดูกันว่าแต่ละแบบมีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบาง และเราควรเลือกใช้หูฟังแบบไหน ที่จะทำให้หูของเราไม่ต้องเสี่ยงเป็นโรคหูหนวก

1.หูฟังแบบที่ครอบหู  ซึ่งหูฟังชนิดนี้จะนิยมใช้งานกันมากในกลุ่มวัยรุ่น โดยหูฟังแบบนี้จะสามารถป้องกันเสียงของบรรยากาศจากภายนอกไม่ให้เข้าไปในหูได้  ดังนั้นผู้ใช้งานจึงไม่จำเป็นต้องปรับระดับความดังของเสียงมากเกิดไป จึงไม่เกิดอันตรายต่อหู แต่ข้อเสียคือหูฟังชนิดนี้จะมีลักษณะที่ใหญ่ บางคนจะรู้สึกไม่สะดวกที่จะต้องพกพาออกไปใช้งานนอกบ้าน

2.หูฟังแบบเอียร์บัด  สำหรับหูฟังชนิดนี้ จะไม่ค่อยช่วยป้องกันเสียงรบกวนจากบรรยากาศรอบนอกได้ดีนัก การใช้งานเพียงใส่ไว้ที่รอบนอกรูหู ดังนั้นคนที่ใช้งานส่วนใหญ่จะใช้งานเมื่อยามออกนอกบ้านเท่านั้น แต่ข้อเสียของหูฟังชนิดนี้คือ เมื่อไม่สามารถกั้นเสียงจากภายนอกไม่ให้เข้าไปในหูได้ ดังนั้นผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะมีการปรับระดับเสียงที่หูฟังให้มีความดังมากขึ้น ซึ่งจะมีผลเสียต่อหู อาจะทำให้เกิดปัญหาแก้วหูอักเสบหรือเป็นโรคหูหนวกได้

3.หูฟังชนิดเสียบหู สำหรับหูฟังชนิดนี้ จะมีขนาดเล็กสามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก อีกทั้งยังสามารถป้องกันเสียงบรรยากาศจากภายนอกไม่ให้เข้าไปรบกวนในหูได้ ดังนั้นผู้ใช้งานจึงไม่จำเป็นต้องปรับเสียงให้ดังมากนัก ไม่เป็นอันตรายต่อหู แต่ข้อเสียของหูฟังชนิดนี้คือ เมื่อเราไม่ได้ยินเสียงภายนอก อาจทำให้เราเกิดอุบัติเหตุได้หากนำมาใช้งานนอกบ้าน

             ที่บอกว่าหูฟังจะมีผลกระทบต่อการทำให้หูหนวกนั้น เพราะโดยปกติแล้วคนเราไม่ควรฟังเสียงที่ดังเกิน 90 เดซิเบลและการใช้งานหูฟังก็ไม่ควรใช้งานนานต่อเนื่องเกิน 1 ชั่วโมงที่สำคัญเราควรปรับความดังของหูฟังไม่ควรเกิน 60 % ของความดังสูงสุดของอุปกรณ์ ซึ่งหากหูของเราได้ยินเสียงที่ดังมากๆ นานๆ อาจทำให้เกิดปัญหาหูอักเสบหรือหูหนวกได้ 

         อาจพูดได้ว่าปัจจุบันหูฟังเป็นอุปกรณ์ที่ผู้คนนิยมใช้งานกันมากอย่างหนึ่ง เพราะไม่ว่าเราจะฟังข่าว เล่นเกม หรือฟังเพลง เราสามารถใช้หูฟังเพื่อให้เสียงที่เราได้ยินไม่ไปรบกวนผู้อื่น แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการใช้หูฟังนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะหากเราใช้หูฟังอย่างไม่ถูกต้อง จะมีผลเสียระบบการได้ยินของหูของเราด้วย เช่นทำให้หูหนวกได้  

         ปัจจุบันหูฟังมีการจำผลิตและจำหน่ายอยู่ 3 แบบ เราเรามาดูกันว่าแต่ละแบบมีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบาง และเราควรเลือกใช้หูฟังแบบไหน ที่จะทำให้หูของเราไม่ต้องเสี่ยงเป็นโรคหูหนวก

1.หูฟังแบบที่ครอบหู  ซึ่งหูฟังชนิดนี้จะนิยมใช้งานกันมากในกลุ่มวัยรุ่น โดยหูฟังแบบนี้จะสามารถป้องกันเสียงของบรรยากาศจากภายนอกไม่ให้เข้าไปในหูได้  ดังนั้นผู้ใช้งานจึงไม่จำเป็นต้องปรับระดับความดังของเสียงมากเกิดไป จึงไม่เกิดอันตรายต่อหู แต่ข้อเสียคือหูฟังชนิดนี้จะมีลักษณะที่ใหญ่ บางคนจะรู้สึกไม่สะดวกที่จะต้องพกพาออกไปใช้งานนอกบ้าน

2.หูฟังแบบเอียร์บัด  สำหรับหูฟังชนิดนี้ จะไม่ค่อยช่วยป้องกันเสียงรบกวนจากบรรยากาศรอบนอกได้ดีนัก การใช้งานเพียงใส่ไว้ที่รอบนอกรูหู ดังนั้นคนที่ใช้งานส่วนใหญ่จะใช้งานเมื่อยามออกนอกบ้านเท่านั้น แต่ข้อเสียของหูฟังชนิดนี้คือ เมื่อไม่สามารถกั้นเสียงจากภายนอกไม่ให้เข้าไปในหูได้ ดังนั้นผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะมีการปรับระดับเสียงที่หูฟังให้มีความดังมากขึ้น ซึ่งจะมีผลเสียต่อหู อาจะทำให้เกิดปัญหาแก้วหูอักเสบหรือเป็นโรคหูหนวกได้

3.หูฟังชนิดเสียบหู สำหรับหูฟังชนิดนี้ จะมีขนาดเล็กสามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก อีกทั้งยังสามารถป้องกันเสียงบรรยากาศจากภายนอกไม่ให้เข้าไปรบกวนในหูได้ ดังนั้นผู้ใช้งานจึงไม่จำเป็นต้องปรับเสียงให้ดังมากนัก ไม่เป็นอันตรายต่อหู แต่ข้อเสียของหูฟังชนิดนี้คือ เมื่อเราไม่ได้ยินเสียงภายนอก อาจทำให้เราเกิดอุบัติเหตุได้หากนำมาใช้งานนอกบ้าน

             ที่บอกว่าหูฟังจะมีผลกระทบต่อการทำให้หูหนวกนั้น เพราะโดยปกติแล้วคนเราไม่ควรฟังเสียงที่ดังเกิน 90 เดซิเบลและการใช้งานหูฟังก็ไม่ควรใช้งานนานต่อเนื่องเกิน 1 ชั่วโมงที่สำคัญเราควรปรับความดังของหูฟังไม่ควรเกิน 60 % ของความดังสูงสุดของอุปกรณ์ ซึ่งหากหูของเราได้ยินเสียงที่ดังมากๆ นานๆ อาจทำให้เกิดปัญหาหูอักเสบหรือหูหนวกได้

 

ขอขอบคุณ เครื่องช่วยฟัง ที่ให้การสนับสนุน

การใช้หูฟังแบบผิดๆเสี่ยงหูหนวกได้

อย่างที่ทราบกันดีว่าหูฟังนั้นเป็นการขยายเสียงในรูปแบบหนึ่งซึ่งการบฏิบัติการของมันก็คล้ายๆกับการทำงานในรูปแบบของลำโพงแต่เป็นการทำงานโดยผ่านกึ่งกลางด้วยการผ่านสายมาส่งตรงต่อหูของเรา 

ต้องยอมรับว่าสมัยนี้คนส่วนใหญ่นิยมใช้หูฟังกันมากและเป็นสิ่งที่ทุกคต้องการมากๆพอกับสิ่งของจำเป็นชนิดอื่นๆเพื่อเป็นการใช้คู่กับมือถือในยุคสมัยนี้ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใดๆก็ตาม คนส่วนใหญ่มักจะใช้มือถือพร้อมกับหูฟังคู่ใจไปในทุกๆที่ ขนาดการออกกำลังกายตามสาธารณะยังใช้มือถือกับหูฟังกันสะเสียส่วนมากเลย นี่แค่ยกตัวอย่างนะยังไม่รวมไปถึงการใช้งานดูหนังฟังเพลงหรือกรใช้แอพอื่นๆที่ต้องอาศัยมือถือกับหูฟังด้วยเลยแหละ

การที่เรานำตนเองเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนมากมาย ดังนั้นการใช้หูฟังไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมอย่างไหนก็ตามถือว่าเป็นมารยาทอย่างหนึ่ง ซึ่งการใช้หูฟังนั้นทำให้เสียงของมันไม่ก่อเกิดเสียงที่รบกวนบุคคลอื่นๆหรือรบกวนคนรอบข้าง ซึ่งเราควรมีหูฟังเพื่อเป็นมารยาทในการเข้าสังคมเหล่านั้น ไม่ใช่เปิดโดยไม่สนใจบุคคลอื่น นั้นคือคนที่แย่กับการเข้าสังคม

ความรู้เกี่ยวกับการใช้หูฟัง

เดิมทีหูฟังเรามีการนำมาใช้งานนานมากแล้ว แต่ไม่ค่อยนิยมกันเท่าไหร่นักเพราะส่วนใหญ่ในสมัยโบราณนั้นคนที่ใช้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกทหาร เพื่อใช้ติต่อสื่อสารกัน ต่อมาก็ได้มีการพัฒนารูปแบบที่ทันสมัยขึ้นมาเรื่อยๆจนถึงการใช้งานที่เราเห็นในปัจจุบัน 

ส่วนมากที่นิยมใช้หูฟังมีใครบ้าง

ในกลุ่มผู้ที่มีการนำหูฟังไปใช้งานมากที่สุดนั้นก็คือกลุ่มของวัยรุ่น เพราะเป็นกลุ่มเดียวกับการใช้มือถือมากที่สสุด อย่างที่บอกว่ามือถือส่วนใหญ่ก็มีความนิยมมากและหูฟังในสมัยนี้ก็ต้องใช้งานกับมือถือเช่นกัน กลุ่มต่อไปที่มีการใช้งานมากก็น่าจะเป็นวัยกลางคนที่มีการติดต่อไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงานหรือแม้แต่การใช้ในเวลาขับรถซึ่งการใช้หูฟังที่มากจนเกินไปก็ไม่ได้ส่งผลให้ดีเท่าไหร่นัก เพราะเราควรใช้ในบริมาณที่พอดีจึงจะไม่ส่งผลกระทบต่อหูของเราหากใช้งานมากจนเกินไปที่ใช้ความดังมากๆหรือเกิดกำหนดที่ตั้งไว้

เราอาจจะมีผลข้างเคียงที่จะก่อให้เกิดการได้ยินที่ผิดปกติไปจากเดิมก็ได้ ซึ่งนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องพึ่ง เครื่องช่วยฟัง ในอนาคตก็ได้ ดังนั้นกันไว้ดีกว่าแก้ใช้ในปริมาณเสียงที่พดีและไม่ควรใช้นานเกินไปควรให้หูของเราได้พักบ้าง

5 เทรนด์สุขภาพที่ชาวไทยค้นหาสูงที่สุดในปี 2019

5 เทรนด์สุขภาพที่ชาวไทยค้นหาสูงที่สุดในปี 2019

ลำดับที่ 5 โรคเศร้าหมอง
โรคซึมเศร้า เป็นโรคที่เริ่มเป็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้นภายในปีสองปีที่ผ่านมานี้เป็นอย่างมาก นอกเหนือจากที่จะมีข่าวสารการฆ่าตัวตายจากคนที่ใครๆ ก็รู้จัก แล้วคนธรรมดาทั่วไปเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังมีบทความที่กล่าวถึงโรคซึมเศร้าอย่างเอาจริงเอาจังมากไม่น้อยเลยทีเดียว เพื่อชี้แจงถึงต้นเหตุ อาการ สัญญาณอันตราย แล้วขั้นตอนการรักษาอย่างแม่นยำ ภายหลังที่หลายๆ คน อาจไม่รู้เรื่องว่าโรคซึมเศร้าเป็นโรคที่จะต้องเข้ารับการดูแลรักษาจากหมออย่างเป็นจริงเป็นจัง บางทีอาจได้รับยา หรือบำบัดด้วยแนวทางอื่นๆ จากจิตแพทย์ ไม่ใช่อาการที่รักษาหายได้ด้วยตัวเอง ได้แก่ การนั่งสมาธิ หรือหาเพื่อนหรือที่ปรึกษาเพื่อเปิดใจ

ลำดับที่ 4 โรคตุ่มน้ำพอง
จากกรณีการเสนอข่าวสาร ดาราหนังโด่งดัง วินัย ไกรบุตร มีอาการป่วยเป็นโรคผิวหนังประเภทหนึ่ง มีลักษณะอาการแสบ ร้อน คันไปทั่ว ตุ่มขึ้นทุกแห่งทั่วร่างกาย ทำให้ทานอะไรแทบจะมิได้ สรุปได้ว่าเป็นโรคในตุ่มน้ำพอง คือ เพมฟิกอยด์ (Bullous pemphigoid) โดยโรคตุ่มน้ำพองนี้เป็นตุ่มน้ำพองทางผิวหนังที่พบมาก และมีลักษณะคล้ายกับโรคเพมฟิกัส มีต้นเหตุที่เกิดจากความไม่ดีเหมือนปกติสำหรับการปฏิบัติงานของระบบภูมิต้านทาน กระตุ้นให้เกิดการทำลายโปรตีนที่ยึดผิวหนังในชั้นผิวหนังชั้นนอก แล้วก็หนังแท้ไว้ร่วมกัน ผิวหนังก็เลยแยกตัวจากกันโดยง่าย กำเนิดเป็นตุ่มพองตามร่างกาย เป็นโรคที่ชาวไทยไม่ค่อยเคยชินเลยมีการค้นหากันออกจะมาก

ลำดับที่ 3 โรคชิคุนกุนยา
ภายหลังที่ข่าวสารระบาดของโรคในหลายจังหวัดตั้งแต่ต้นปี 2019 ทำให้มีการค้นหาเกี่ยวกับโรคนี้เยอะขึ้น โรคชิคุนกุนยา หรือที่รู้จักกันในชื่อทั่วๆ ไปว่า โรคไข้ปวดข้อยุงลาย เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากร่างกายติดเชื้อโรคเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา เป็นเชื้อไวรัสที่อยู่ในเครือญาติ Togaviridae มีแมลงเป็นพาหะนำโรค มีรังโรค ยกตัวอย่างเช่น หนู ลิง นก หรือบางทีอาจเป็นสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังชนิดอื่นๆ ซึ่งยังไม่ทราบชัดเจนว่ามีสัตว์อะไรบ้าง แต่ว่าในตอนที่มีการระบาดอย่างหนักมีรังโรค คือ คน ผู้ป่วยมีลักษณะไข้สูง ปวดกล้าม มีผื่นแดง ปวดศีรษะ ปวดตา ถ้ามีลักษณะอาการหนักบางทีอาจปวดข้อนานนับเป็นเวลาหลายเดือนได้

ลำดับที่ 2 โรคตับจากแอลกอฮอล์
โรคตับเป็นโรคที่เอาชีวิตของชาวไทยไปไม่น้อยในแต่ละปี ในปี 2019 นี้มีการรณรงค์ให้ลด ละ เลิกดื่มแอลกอฮอล์เพื่อลดการเสี่ยงสำหรับการเป็นโรคตับ โดยโรคตับที่มาจากแอลกอฮอล์ มีทั้งโรคตับแข็ง โรคมะเร็งตับ ซึ่งทั้งคู่เป็นโรคที่ชาวไทยมีอาการป่วยด้วยไม่น้อยเลยทีเดียวในแต่ละปี เว้นแต่อันตรายถึงชีวิตแล้ว ยังมีหลายองค์กรที่ออกมารณรงค์ให้งดเว้นแอลกอฮอล์ เช่น การรณรงค์งดเว้นสุราในช่วงเข้าพรรษาของ สสส. และก็หน่วยงานอื่นๆ ทำให้โรคตับจากแอลกอฮอล์เป็นคำที่ถูกค้นหามากเป็นลำดับที่ 2 ของปีนี้

ลำดับที่ 1 น้ำมันกัญชา
เป็นเรื่องที่ถูกเอ่ยถึงกันในสังคมไทยอย่างมากเกี่ยวกับ “น้ำมันกัญชา” เพราะคุณประโยชน์ รวมทั้งการใช้งานตามความจริง กัญชาถือได้ว่าเป็นสิ่งเสพติดในความคิดของคนจำนวนไม่น้อย แต่มีข้อมูลอ้างอิงว่ากัญชาสามารถเป็นยารักษาโรคอย่างแม่นยำได้จริง จนถึงมีข่าวสารจากองค์การเภสัชกรรมจัดแจงเปิดตัวน้ำมันกัญชา ทางด้านการแพทย์อย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายเพื่อนำมาศึกษาค้นคว้ากับเซลล์ของโรคมะเร็งในหลอดทดสอบ รวมทั้งเปิดรับสมัครคนไข้โรคมะเร็งระยะสุดท้าย เพื่อนำมาใช้รักษาคนป่วยโรคมะเร็งจริงๆ ในอนาคต นอกเหนือจากนี้น้ำมันกัญชาที่องค์การเภสัชกรรมผลิต ยังมีพวกที่สามารถทุเลาลักษณะของอาการปวด ลดอาการอ้วก แล้วก็การบวมอักเสบของแผลอีกด้วย ทำให้เป็นที่พึงพอใจของคนอีกจำนวนไม่น้อยกระทั่งติดอันดับคำที่คนค้นหาเยอะที่สุดในปี 2019 นี้

ปัญหาการได้ยินในผู้สูงอายุ 

คนเราทุกคนเมื่อมีอายุมากขึ้น การทำงานของร่างกายก็จะเสื่อมถอยลง

ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาเรื่องการมองเห็น ปัญหากล้ามเนื้อจะค่อยลีบลง ปัญหาเรื่องการกระดูกที่พบว่าจะเป็นโรคกระดูกพรุนกันเยอะ ปัญหาโรคหัวใจ ปัญหาหาผิวหนังแห้งง่ายหรือแม้แต่ปัญหาการได้ยิน อย่างที่คนมักจะชอบพูดกันว่าเมื่อแก่ตัวแล้วทุกอย่างก็จะหย่อนยานไปหมด เหลืออยู่อย่างเดียวที่เท่านั้นที่ตึง นั่นก็คือหู

  การหูตึงในคนแก่นั้นไม่ได้หมายถึงผิวหนังที่เต่งตึงแต่หมายถึงประสิทธิภาพการรับฟังเสียงของคนสูงอายุจะลดลง จะได้ยินเสียงเบาหรือบางครั้งไม่ได้ยินเลย ดังนั้นหลายครั้งที่จะเห็นคนสูงอายุเวลาดูทีวีจะมีการเปิดเสียงที่ดังมากๆ สำหรับนิยามของคำว่าผู้สูงอายุนั้นจะหมายถึงคนที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย หากมีอายุที่มากขึ้นย่อมประสบกับปัญหาการได้ยินกันทุกคน

แต่รู้หรือไม่ว่าการปล่อยที่ผู้สูงอายุมีปัญหาด้านการได้ยินนั้น ไม่ใช่แค่จะมีปัญหาเรื่องการพูดคุยสื่อสารกันเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาเรื่องของสุขภาพอื่นๆตามมามากมายอีกด้วย อย่างแรกที่เราจะพบเลยหากผู้สูงอายุเริ่มที่จะไม่ได้ยิน พวกท่านจะเริ่มตีตัวออกจากสังคม จะชอบอยู่คนเดียวเพราะพวกท่านจะพบปัญหาว่าเมื่อท่านคุยกับใครแล้ว ท่านจะไม่ค่อยได้ยินและคนอื่นก็จะไม่อยากคุยกับพวกท่านเพราะบางครั้งการที่เราต้องตะโกนคุยกับคนที่มีปัญหาทางหูก็จะทำให้เรามีอารมณ์หงุดหงิดและไปพาลใส่พวกท่านได้

ดังนั้นเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ผู้สูงอายุที่รับรู้ว่าตัวเองมีปัญหาด้านการได้ยินจึงไม่ค่อยอยากจะคุยกับใคร ชอบออกมาอยู่คนเดียว และเมื่อไม่มีสังคมให้พูดคุย ผลที่ตามมาอีกก็คือจะป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหรือมีปัญหาด้านสุขภาพจิต มีหลายรายที่เมื่อเป็นโรคซึมเศร้าแล้วก็จะมีการพยายามฆ่าตัวตาย เพราะคิดว่าลูกหลาน คนในครอบครัวไม่รัก และหากสมองไม่มีการพัฒนา ไม่มีการถูกกระตุ้นด้วยเสียงบ่อยๆนานไปเข้าก็จะทำให้เป็นโรคความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ได้อีกด้วย  

จะเห็นได้ว่าแค่ปัญหาเรื่องของการได้ยินเพียงอย่างเดียวสามารถส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงให้กับผู้สูงอายุได้อีกมากมาย ดังนั้นเราควรมีการดูแลและใส่ใจ หากท่านมีปัญหาด้านการได้ยินควรพาท่านไปปรึกษาแพทย์เพราะปัจจุบันมีเครื่องช่วยฟังที่สามารถช่วยให้พวกท่านได้สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ และมีความสุขในราคาที่ไม่แพง 

ผมร่วงเยอะเกิดจากอะไร อะไรเป็นสาเหตุให้ผมร่วง

ผมร่วงเยอะเกิดจากอะไร อะไรเป็นสาเหตุให้ผมร่วง

1. กรรมพันธุ์
หากพ่อหรือแม่ ของคุณมีอาการผมร่วงอยู่บ่อยๆ หรือหวีผมทีไรผมก็หลุดออกมาเยอะเกิน หรือแม้กระทั่งลูบผมไปก็ต้องมีหลุดออกมามากกว่า 2 เส้นแล้ว แสดงว่าอาการผมร่วงที่คุณเผชิญอยู่อาจมีผลมาจากกรรมพันธุ์

2. อายุที่เพิ่มขึ้น
อายุที่มากขึ้นทำให้อะไรหลายๆ อย่างเสื่อมลง รวมถึงรากผมของเราได้ที่เสื่อมสภาพลง ทำให้ผุ้สูงอายุหลายๆ คน มีลักษณะผมที่บาง หลุกร่วงได้ง่าย

3. ขาดสารอาหาร
ผมก็ต้องการวิตามินและโปรตีนเพื่อบำรุงให้มีสภาพดี หากคุณไม่ได้ทานโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ เส้นผมก็จะขาดการบำรุงที่ดี จนหลุดร่วงไปได้เหมือนกัน อย่าลืมดูแลรากผมด้วยการทานโปรตีนให้เพียงพอ เพราะบางทีการใช้เซรั่มใส่ผมอาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

4. ผลข้างเคียงของการรักษา
อาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่า ถ้าใครเข้ารับการรักษาโรคบางอย่าง เช่น การทำคีโมสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ก็มีโอกาสที่จะได้รับผลข้างเคียงจากการรักษา ทำให้ผมร่วงได้เหมือนกัน

5. ตั้งครรภ์
การที่คุณตั้งครรภ์ สิ่งแรกที่นึกถึง คือ น้ำหนักที่มากขึ้นใช่หรือไม่ เพราะคุณไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่คุณกำลังมีใครอีกคนอยู่ในท้อง ทำให้อาหารที่คุณทานเข้าไปปกติ จะต้องถูกหารสอง เพื่อให้ทั้งคุณและลูกของคุณ ทำให้สารอาหารบางอย่างอาจไปไม่ถึงคุณ คุณแม่จึงต้องทานโปรตีน และแคลเซียมให้มาก หากโปรตีน และแคลเซียมไม่เพียงพอ นอกจากคุณลูกอาจจะมีพัฒนาการได้ไม่เต็มที่แล้ว ตัวคุณแม่เองก็อาจจะมีปัญหาทางสุขภาพอย่างกระดูกเปราะ หรือผมร่วงได้เหมือนกัน

6. ทำรุนแรงกับเส้นผมบ่อยๆ
การทำสีผม กัดสีผม ยืดผม จัดแต่งทรงผม หรือแม้กระทั่งการรัดผมรวบตึงเปรี๊ยะ ก็สามารถทำให้เกิดการขาดหลุดร่วงได้ แล้วไม่ทำความสะอาดหนังศีรษะ และเส้นผมให้ดี ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมร่วงได้เหมือนกัน

7. หนังศีรษะติดเชื้อ
จริงๆ แล้วเชื้อราบนหนังศีรษะอาจมาจากการใช้หวีร่วมกับผู้อื่น ซึ่งอาจมีเชื้อราบนหนังศีรษะอยู่แล้ว หรือการใช้ผ้าเช็ดผม การใช้อุปกรณืจัดแจ่งทรงผมร่วมกัน หรือเป่าผมไม่แห้งแล้วนอนเลย การใส่หมวก แต่การใส่หมวกอาจเป็นเพียงการกระตุ้นหนังศีรษะให้ผมร่วงง่ายขึ้น การติดเชื้อที่หนังศีรษะก็มีหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหลักๆ อาจมาจากเชื้อราบนหนังศีรษะ

Artichoke เป็นสมุนไพรบำรุงเพื่อตับโดยเฉพาะ

การเป็นเบาหวานจากความผิดปกติของตับอ่อน

ข้อแตกต่างที่เป็นลักษณะเด่นของ pancreatic DM คือ

1.ผู้ป่วยมักมีรูปร่างผอมเพราะต้องมีการเสีย exocrine function  ทำให้การดูดซึมสารอาหารต่าง ๆได้ไม่ดีเท่าที่ควร

2. มีโอกาสเกิด DFA น้อยกว่าเนื่องจากยังพอมี beta-callutien หลงเหลือที่จะมีการหลั่ง insulin อยู่บ้าง และในคนไข้กลุ่มนี้มีการหลั่ง glucon ที่ลดลงเนื่องจากเซลล์และเนื้อเยื่อ ถูกทำลายไปด้วย รวมถึงคนไข้ pancreatic DM จะมีการสะสมของไขมันน้อย ซึ่งปัญหาและอาการเหล่านี้ล้วนทำให้เกิด ketogenesis ได้น้อย เว้นแต่มีปัจจัยกระตุ้นที่รุนแรงมาก

3. เกิด hypoglycemia ง่ายและยาวนานกว่าเบาหวานชนิดอื่น ๆเพราะ ขาด glucon และมีการตอบสนองต่อ

4. มี macrovascular complication ต่ำกว่าชนิดอื่น ๆ

 

โรคเบาหวานนั้นเป็นโรคเรื้อรังที่สงผลกระทบต่อหลายระบบ ทั้งฟัน เหงือก ตา หัวใจ ไต ตับ สมอง และหลอดเลือดแดง รวมไปถึงการดำเนินชีวิต  ในประเทสไทยพบว่ามีผู้ป่วยเบาหวานมากถึง 3.5 ล้านคน ในกรณีที่เป็นเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนโรคอื่นๆก็จะตามมาได้ง่าย

ฮอร์โมอินซูลินจึงเป็นฮอร์โมนที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะร่างกายรับประทานอาหารทุกวัน มีการเปลี่ยนแป้ง โปรตีน น้ำตาล หากมีอินซูลิน ก็จะส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานต่าง ๆในการกระกอบกิจกรรมและดำเนินชีวิต โดยอินซูลินนั้นถูกสร้างขึ้นจากตับอ่อน อวัยวะที่สำคัญส่วนหนึ่งในร่างกาย

 

โรคเบาหวานแบ่งได้เป็น 4 ประเภทคือ

  1. เบาหวานประเภทที่ 1 เกิดจากสภาวะตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ จึงต้องฉีดอินซูลินกระตุ้นอยู่เสมอ
  2. เบาหวานประเภทที่ 2 เกิดจากตับอ่อนสร้างอินซูลินได้ไม่เพียงพอ
  3. เบาหวานประเภทที่ 3 เบาหวานที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ อาจเกิดจากไตรมาส 2 และ 3 ในขณธที่ตั้งครรภ์อยู่
  4. เบาหวานประเภทที่ 4 เบาหวานที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ จากรับประทานยา สมุนไพร หรือโรคทางตับอ่อน

ดังนั้นเราจึงควรตรวจดูอาการ รักษาอย่างถูกวิธีเพื่อไม่ให้เกิดอาการดังกล่าว และเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งนำมาสู่โรคร้ายแรง

อื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย ทำให้ร่างกายของเราอ่อนแอ และถึงขั้นเสียชีวิตได้ เราสามารถบำรุงตับได้โดย Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ ที่สามารถช่วยคุณได้

เลิกสูบบุหรี่ได้แน่ แค่ต้องมีกำลังใจ

 

ในปี 2557 มีการสำรวจข้อมูลสุขภาพเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ พบว่าคนไทยเริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่อายุ 15 ปี ขึ้นไป โดยพบว่ามีจำนวนผู้สูบบุหรี่สูงถึง 11.4 ล้านคน หรือประมาณ 20.7% ทั้งนี้ได้สำรวจพฤติกรรมการสูบ พบว่าสูบเป็นประจํา 10 ล้านคน และนานๆ ครั้ง 1.4 ล้านคน และสถิติการเสียชีวิตของกลุ่มคนที่สูบบุหรี่ พบว่าในอีก 10-20 ปีถัดไปจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคจากบุหรี่ถึง 1 ใน 4 ข้อมูลการเสียชีวิตของคนไทยพบผู้เสียชีวิตด้วยโรคจากบุหรี่ 42,000-52,000 คน

บุหรี่อันตรายอย่างไร
แท้จริงแล้วควันบุหรี่ที่สูดดมเข้าไปต่างหากที่อันตรายมากๆ เพราะมีสารเคมีมากกว่า 4,000 ชนิด เป็นสารพิษไปแล้วกว่า 250 ชนิด นอกนั้นเป็นสารก่อมะเร็งมากกว่า 50 ชนิด โดยเฉพาะโรคมะเร็งปอด โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด

วิธีเลิกบุหรี่สามารถทำได้หลายวิธี
คนที่เสพติดการสูบบุหรี่ แล้วคิดจะเลิกเพื่อสุขภาพของตนเองและคนที่คุณรัก จะต้องแน่วแน่และมีกำลังใจมากๆ ในการเลิก บุหรี่ก็เหมือนขนม หากคนที่รักการทานขนมมีความไขว้เขว ต่อขนมมากเพียงใด ผู้ติดบุหรี่ก็มีความโลเลมากเช่นกัน วิธีที่นำมาบอกวันนี้ ได้แก่
1) วิธีหักดิบหรือเลิกด้วยตัวเอง
การหยุดสูบบุหรี่ทันที วิธีนี้อาจจะดูเป็นวิธีที่พูดง่ายแต่ทำยากมาก เพราะพบว่าสถิติของผู้ที่พยายามเลิกบุหรี่ด้วยวิธีนี้ร้อยละ 90 ไม่ประสบความสำเร็จ และมักจะเกิดอาการขาดนิโคตินจนต้องกลับไปสูบอีกในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์
2) การใช้พฤติกรรมบำบัด
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เคยชิน วิธีนี้คงเป็นวิธีที่ค่อนข้างต้องใช้ความพยายามมากเลยทีเดียว เพราะเราต้องพยายามหากห้ามใจตนเอง พยายามหลีกเลี่ยงอารมณ์ที่ทำให้เกิดความอยากสูบ ทั้งนี้อาจใช้วิธีสร้างแรงจูงใจเพื่อการเลิกบุหรี่ และอย่าลืมที่ว่าต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และพยาบาล
3) การใช้ยาช่วยเลิกบุหรี่
การใช้ยาช่วยเลิกบุหรี่ ได้แก่ การใช้ยาที่มีสารนิโคตินในขนาดต่ำ เช่น หมากฝรั่งอดบุหรี่หรือแผ่นแปะผิวหนังนิโคติน การใช้ยาชนิดเม็ดที่ไม่มีนิโคตินเพื่อช่วยลดอาการขาดนิโคติน
4) การฝังเข็มเพื่อช่วยลดอาการอยากสูบบุหรี่
การฝังเข็ม เพื่อช่วยลดอาการอยากสูบบุหรี่และคลายความหงุดหงิด

ทั้งนี้นอกจากการตั้งใจที่จะเลิกสูบบุหรี่ให้ได้อย่างเด็ดขาดแล้ว ก็ไม่ควรที่จะลืมไปตรวจคัดกรองโรคที่เป็นผลจากการสูบบุหรี่ด้วย เพื่อให้รู้ตัวเองก่อนว่าเป็นโรคร้ายอย่างโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคถุงลมโป่งพอง และโรคมะเร็งปอดหรือไม่ จะได้รักษาได้ทันท่วงที

ป่วยเป็น โรคไตเรื้อรัง ทานอะไรได้บ้าง

ภาวะโภชนาการถือเป็นปัจจัยสำคัญ ในการช่วยชะลอภาวะไตวายเรื้อรัง ตั้งแต่ระยะต้นจนถึงระยะไตวายเรื้อรัง ก่อนจะต้องฟอกไตหรือในภาวะไตวายระยะสุดท้าย ซึ่งหน้าที่การทำงานของไต คือ

  1. ขับของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญสารอาหารจากโปรตีนต่างๆ
  2. ขับแคลเซียมส่วนเกิน อย่างเช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส หรือเกลือแร่อื่นๆ

 

เพราะฉะนั้นอาหารการกินที่มุ่งเน้นจะช่วยไม่ให้ไตทำงานหนัก โดยที่ไตเสื่อมระยะต้นจะต้องควบคุมในส่วนของอาหารเค็ม การควบคุมจะมีประโยชน์ เนื่องจากอาหารเค็มนั้นมาจากเกลือโซเดียม หากมีเกลือโซเดียมในร่างกายมากจะทำให้ร่างกายบวม ภาวะเหล่านี้จะมีผลต่อการทำงานของไต และหากมีเกลือโซเดียมเยอะหรือมีความดันโลหิตสูง ภาวะในร่างกายก็จะสูงขึ้นด้วย หากควบคุมอาหารเค็ม ลดเกลือโซเดียมลง ก็จะช่วยควบคุมอาการหรือชะลอในส่วนของภาวะไตวายเรื้อรังได้ง่ายขึ้น

ประการต่อมาคือโปรตีน ร่างกายที่ได้รับโปรตีนจะย่อยสลายเป็นกรดอะมิโนเพื่อดูดซึมและเกิดเป็นของเสียขึ้นขับออกมาในรูปยูเรีย ถ้าโปรตีนในปริมาณที่มากเกินไป โดยเฉพาะโปรตีนที่ไม่มีประโยชน์ จะเกิดของเสียเยอะ ทำให้ไตทำงานหนัก

และต่อมา คือ โพแทสเซียม ไตทำหน้าที่หลักขับโพแทสเซียมออกจากร่างกาย หากทานโพแทสเซียมมาก ในเวลาที่ไตเสื่อม ไตทำงานน้อย จะทำให้โพแทสเซียมค้างอยู่ในร่างกาย และทำให้เกิดอันตรายได้ ดังนั้นต้องคุมอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น ผลไม้บางชนิด จำพวกกล้วย ส้ม หรือผลไม้ที่มีสีจัด ผักใบเขียวที่เข้ม และควรลดอาหารพวกเนื้อสัตว์ น้ำอัดลม เมล็ดทานตะวัน อาหารแปรรูป นม เนย ถั่วต่างๆ ที่ต้องระมัดระวังและลดปริมาณลง

สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยไตเรื้อรังขาดสารอาหาร
ผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะที่ 4 หรือ 5 จะมีของเสียในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น จะมีผลกระทบไปถึงการเบื่ออาหาร การทานอาหารได้น้อย เป็นผลกระทบสำคัญที่ทำให้เกิดการทุกข์ทางโภชนาการ จึงจำเป็นที่ต้องแนะนำให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน แต่ยังต้องควบคุมอาหารให้เหมาะสม เช่นไม่ได้รับโปรตีน อาหารที่มีฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และโซเดียมที่สูงมากเกินไป แต่ควรให้สมดุลกันระหว่างภาวะโภชนาการที่ดี กับการควบคุมไม่ให้มีเกลือแร่คลั่งในร่างกายมากเกินไปเช่นกัน

ประเภทอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังสิ่งที่ทานได้หรือทานไม่ได้
ควรรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสม เน้นเป็นพวกแป้งข้าวเจ้า วุ้นเส้น อาหารที่ย่อยง่าย

ในกลุ่มของโปรตีนแบ่งเป็นอกเป็น 2 กลุ่ม
2.1 โปรตีนคุณภาพสูงพวกเนื้อปลา เนื้อไก่ที่ไม่มัน เนื้อหมูสันใน จำพวกเนื้อสัตว์ที่มัน และน้ำมันพืช
2.2 หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันหรือมีไขมันอิ่มตัวสูงก็ เช่น น้ำที่ทำจากสัตว์ น้ำมันมะพร้าว ของทอด ของมันต่างๆ เพราะจะทำไขมันในเลือดสูง คอเรสเตอรอลมากในร่างกายจะเป็นปัจจัยเสริมเหมือนกันที่ทำให้อาการแย่ลง
ในส่วนของหมวดหมู่วิตามิน เกลือแร่ พยายามหลีกเลี่ยง เนื่องจากอาหารเค็มมีผลโดยตรงต่อไต หลีกเลี่ยงอาหารโพแทสเซียมสูงในไตที่เริ่มเสื่อมมาก พวกวิตามินต่างๆสามารถทานได้ปกติ แต่ควรระมัดะวัง บางประเภทที่ทำให้เกิดพิษหรือเกิดการสะสมในไต ระวังวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินอี วิตามินเอ วิตามินซี เพราะมีโอกาสสะสมได้

การแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
คนไข้ที่เป็นโรคไตต้องมีการปรับตัว จากรับประทานอาหารปกติ ต้องควบคุมอาหารให้มากขึ้น ค่อยๆปรับตัว หากยังไม่สามารถลดหรือไม่สามารถควบคุมอาหารได้ร้อยเปอร์เซ็น ก็ค่อยๆลดปริมาณเนื้อสัตว์ที่มาก ลดลงครึ่งหนึ่ง หรือลดลง10-20 เปอร์เซ็น ลดโปรตีนในบางมื้อ ลดอาหารมันจนถึงจุดที่สมดุลแล้ว หากสามารถลดได้แล้ว ก็ยังต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้ป่วยกับอายุรแพทย์ทางโภชนาการหรืออายุรแพทย์ทางโรคไตมาช่วยประเมินว่าการทำงานของไต ความดัน และเกลือแร่ในเลือดสมดุลดีหรือไม่ ต้องทานอาหารกลุ่มใดเป็นพิเศษเพิ่มเติม

“จัดฟันแฟชั่น” จัดฟันเถื่อนอันตรายต้องอ่าน

“จัดฟันแฟชั่น” ในคลินิกเถื่อน เสี่ยงติดเชื้อ อันตรายถึงชีวิต การจัดฟัน ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทันตแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมฯ เท่านั้น
นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงการจัดฟันว่าเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องการสบฟันผิดปกติ ฟันซ้อนเก ฟันห่าง ฟันยื่น โดยต้องมีทันตแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน จะช่วยให้มีสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้น เพิ่มความมั่นใจและเสริมบุคลิกภาพ

แต่ในการจัดฟันแฟชั่นที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้มีรูปแบบพัฒนาไปจากเดิมมาก มีแหล่งขายรีเทนเนอร์ขนาดใหญ่ และร้านที่ลักลอบให้บริการติดอุปกรณ์ลวดดัดฟันแฟชั่นผิดกฎหมาย เช่น เปิดร้านเช่าเล็กๆ และมีพนักงาน 1-2 คนให้บริการ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียน นักศึกษา คิดค่าบริการในราคาถูก ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องและอาจทำให้เกิดอันตรายได้

ผลเสียจากการจัดฟันแฟชั่นจากหมอ-คลินิกเถื่อน
ทันตแพทย์อำนาจ ลิขิตกุลธนพร ผู้อำนวยการสถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดฟันแฟชั่น จากร้านหรือคลินิกเถื่อน ส่งผลร้ายต่อสุขภาพฟันและสุขภาพช่องปากอย่างมาก อาทิ

  • ทำให้เหงือกอักเสบเป็นแผล มีเลือดไหล เกิดแผลในช่องปาก เนื่องจากลวดและพลาสติกอาจกดเหงือกหรือทิ่มเหงือก
  • ได้รับสารอันตราย เช่น ปรอท สารหนู ตะกั่ว ที่อาจดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากการใช้เครื่องมือที่ไม่ได้คุณภาพ ไม่ได้มาตรฐาน
  • อาจเกิดการติดเชื้อ เนื่องจากขั้นตอนในการทำสกปรก ไม่มีการล้างมือด้วยน้ำยากำจัดเชื้อ เครื่องมือที่ใช้ไม่มีการฆ่าเชื้อโรค
  • อาจเกิดฟันผุหรือปวดฟันจากการใส่ลวดในช่องปาก ทำให้ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดฟันลดลง เศษอาหารติดได้ง่าย
  • อาจเกิดการละลายตัวของรากฟัน
  • อาจถึงแก่ชีวิตโดยไม่รู้ตัวจากการใส่ลวดเส้นเล็ก ถ้าไม่แน่นหรือหลวมขยับได้จะเกิดอันตรายอย่างมาก ยิ่งใส่นอนหรือขณะรับประทานอาหาร ลวดขนาดเล็กรวมถึงอุปกรณ์ชิ้นเล็กที่ติดไม่แน่นกับลวดอาจหลุดเข้าคอได้

ดังนั้น ควรได้รับการรักษาจากทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีการประเมินก่อนการรักษา เพราะการจัดฟันเป็นการรักษาที่ต่อเนื่องและใช้ระยะเวลานาน เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ต้องผ่านขั้นตอนการฆ่าเชื้อ มีการบรรจุในซองอย่างดี รวมไปถึงขั้นตอนในการติดตั้งอุปกรณ์ในการจัดฟันต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ ทั้งนี้ หากเกิดปัญหาจากการจัดฟันแฟชั่นหรือร้านที่ไม่ได้มาตรฐาน ต้องรีบพบทันตแพทย์ทันทีเพื่อทำการรักษาและแก้ไขได้ทันเวลา

ความสำคัญของอาหารเช้าต่อสุขภาพ

อาหารเช้านั้น สำคัญไฉน

– โรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจ
จากการประชุมประจำปีของสมาคมแพทย์โรคหัวใจ (American Heart Association) มีการเสนอผลวิจัยชื่อว่า Cardia Study ที่พบว่า อัตราการเกิดโรคที่เรียกว่าภาวะดื้อต่ออินซูลิน ที่ทำให้อ้วนและเป็นโรคเบาหวาน มีอัตราลดลงในผู้ที่กินอาหารเช้าอย่างสม่ำเสมอถึง 35-50% เทียบกับผู้ที่ไม่กิน คณะนักวิจัยเชื่อว่า อาหารเช้าเป็นอาหารมื้อที่สำคัญที่สุดในการป้องกันเบาหวานและโรคเกี่ยวกับเส้นเลือดหัวใจ โดยคนที่ไม่กินอาหารเช้า สมองจะหลั่งสารนิวโรเปปไทด์ วาย (Neuropeptide Y) ซึ่งจะทำให้เรากินอาหารมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้กินจุบกินจิบทั้งวัน และกินอาหารในมื้ออื่นมากขึ้นกว่าปกติทำให้มีโอกาสอ้วนขึ้นได้ไม่ยาก

– อัลไซเมอร์
คือโรคหลงๆ ลืมๆ ที่หลายคนกลัว และคิดว่าคนแก่เท่านั้นที่เป็น แต่ถ้าเราไม่ได้กินอาหารเช้าจะทำให้สมองขาดสารอาหาร ส่งผลให้เรามีโอกาสเป็นโรคหลงๆ ลืมๆ ตั้งแต่อายุยังไม่มาก และมีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์ได้มากขึ้น

– ร่างกายทรุดโทรม
เมื่อร่างกายไม่ได้พลังงานจากอาหารเช้า ร่างกายก็จะดึงสารอาหารจากอวัยวะส่วนอื่นออกมา ซึ่งภายใต้กระบวนการนี้จะเกิดกรดชนิดหนึ่งออกมาด้วย และเมื่อร่างกายต้องผลิตกรดออกมาบ่อยๆ พออายุมากขึ้น เราก็จะเป็นโรคตามมาหลายอย่าง เช่น มะเร็ง หัวใจ

– หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย อ่อนเพลีย
เมื่อตื่นนอนในตอนเช้าระดับน้ำตาลในเลือดเราจะต่ำ หากเรายังไม่กินอาหารเช้า ร่างกายจะไปดึงพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตที่สะสมไว้ที่ตับเพื่อเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ แต่เมื่อไหร่ที่พลังงานส่วนนี้ถูกใช้จนหมดไป ในตอนเช้าระดับน้ำตาลในเลือดก็จะต่ำอยู่อย่างนั้น ทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดอารมณ์เสียง่ายและอ่อนเพลีย ส่วนคนที่กินอาหารเช้าจะมีพลังงานในการทำงานได้นานกว่า และมีความอ่อนล้าในช่วงกลางวันน้อยกว่าคนที่ไม่กินอาหารเช้า

– สมองทำงานไม่ดีเท่าที่ควร
มีงานวิจัยหลายเรื่องที่ระบุว่า การกินอาหารเช้ามีผลต่อการเรียนของนักเรียน เพราะถ้าสมองได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ สมองก็จะไม่รับรู้เรื่องที่ครูสอน หรือไม่มีสมาธิในการเรียน บางคนไปสอบโดยไม่กินอาหารเช้าก็จะทำข้อสอบได้ไม่ดีเท่าที่ควร และเด็กที่อยู่ในวัยเจริญเติบโต หากได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้มีไอคิวต่ำและร่างกายไม่แข็งแรงได้